กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้าง ในกรณีสิ้นสุดการจ้างงานหรือเสียชีวิต โดยระบบรูปแบบใหม่จะให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันส่งเงินเข้ากองทุนค่ะ
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญกับผู้ประกอบการในปี 2569 คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะเริ่มเก็บเงินจริงทั่วประเทศ ดังนั้น ณ วันนี้ 2 กันยายน 2569 เหลือเวลาเตรียมระบบประมาณ 1 เดือนก่อนเริ่มรอบแรก
1. ใครบ้างที่เข้าข่ายต้องเข้ากองทุน?
หลักใหญ่คือ สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และไม่มีระบบการสงเคราะห์ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย เช่น ไม่ได้จัดให้ลูกจ้างมีสิทธิผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือการสงเคราะห์รูปแบบอื่นตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดค่ะ
ประเด็นที่นายจ้างต้องระวังคือ “มี PVD แล้ว” ไม่ได้หมายความว่าพนักงานทุกคนจะได้รับการยกเว้นโดยอัตโนมัติ หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่มีลูกจ้างบางกลุ่มไม่ได้เป็นสมาชิก เช่น บริษัทเปิดให้สมัครหลังผ่านทดลองงาน หรือมีพนักงานบางประเภทที่ไม่ได้อยู่ใน PVD ลูกจ้างกลุ่มนั้นอาจยังต้องเข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างค่ะ
หมายเหตุ PVD (Provident Fund) หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ กองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันออมเงินไว้เป็นหลักประกันสำหรับลูกจ้างในระยะยาว โดยลูกจ้างจะสะสมเงินจากค่าจ้าง และนายจ้างสมทบให้อีกส่วนหนึ่งตามข้อบังคับของกองทุน เมื่อลูกจ้างออกจากงาน เกษียณ หรือเข้าเงื่อนไขที่กำหนด จึงได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์จากการลงทุน
ตัวอย่างง่าย ๆ
บริษัทมีลูกจ้าง 50 คน
มี PVD แต่มีสมาชิกเพียง 40 คน
อีก 10 คนไม่ได้เป็นสมาชิก PVD
10 คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกต้องตรวจสอบและจัดเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หากบริษัทเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายค่ะ
ดังนั้น สิ่งที่ HR ควรทำไม่ใช่แค่ “นับจำนวนพนักงาน” แต่ต้องทำ Employee Mapping ว่าแต่ละคนอยู่ในกองทุนประเภทใดค่ะ
2. ถ้ามีพนักงานไม่ถึง 10 คนล่ะ?
กิจการที่มีลูกจ้าง น้อยกว่า 10 คน ยังไม่อยู่ในเกณฑ์บังคับในช่วงนี้ แต่สามารถสมัครเข้ากองทุนโดยความสมัครใจได้ตามหลักเกณฑ์ค่ะ
ดังนั้นอย่าเข้าใจว่า “บริษัทมี 9 คน = ไม่มีสิทธิทำกองทุน” เพราะจริง ๆ แล้วมีช่องทางสมัครใจได้ค่ะ
3. ลูกจ้างต้องถูกหักเงินเท่าไร?
นี่คือเรื่องที่พนักงานน่าจะรู้สึกได้ชัดที่สุด เพราะจะมีรายการหักเพิ่มใน Payroll ค่ะ
ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574
ลูกจ้างสะสม 0.25% ของค่าจ้าง
นายจ้างสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง
รวมเข้ากองทุน 0.50% ของค่าจ้าง
หลังจากนั้น
ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป
ลูกจ้างสะสม 0.50%
นายจ้างสมทบ 0.50%
รวมเป็น 1% ของค่าจ้าง ค่ะ
ลองคำนวณให้เห็นภาพ
ถ้าค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท
ช่วงแรก
- ลูกจ้างถูกหัก 50 บาท
- นายจ้างสมทบ 50 บาท
- เงินเข้ากองทุนรวม 100 บาท/เดือน
ถ้าทำงานครบ 1 ปีโดยสมมติค่าจ้างไม่เปลี่ยนแปลง จะมีเงินสะสมและเงินสมทบรวม 1,200 บาท/ปี ก่อนคิดดอกผลค่ะ
จุดสำคัญคือ เงิน 50 บาทที่ถูกหักจากลูกจ้าง ไม่ได้หายไป แต่เป็นเงินสะสมของลูกจ้าง และนายจ้างต้องสมทบเพิ่มอีก 50 บาทค่ะ
4. เงินที่ใช้คำนวณคืออะไร?
กฎหมายใช้คำว่า “ค่าจ้าง” เป็นฐานในการคำนวณ ไม่ควรตีความง่าย ๆ ว่า “เงินเดือนอย่างเดียว” เพราะนิยามค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานต้องพิจารณาลักษณะของเงินที่จ่ายจริงด้วยค่ะ
ดังนั้นฝ่าย Payroll/บัญชีควรทำ Payroll Mapping แยกรายการค่าตอบแทนแต่ละประเภทก่อนเริ่มหักจริง เช่น เงินเดือน ค่าจ้างรายวัน ค่าจ้างตามผลงาน และรายการจ่ายอื่น ๆ ว่าเข้าข่าย “ค่าจ้าง” ตามกฎหมายหรือไม่
ประเด็นนี้ฉันแนะนำว่า อย่าใช้สูตรสำเร็จจากโปรแกรม Payroll โดยไม่ตรวจสอบนิยามค่าจ้างของแต่ละรายการ เพราะเป็นจุดที่อาจทำให้ยอดนำส่งผิดได้ค่ะ
5. นายจ้างต้องทำอะไรบ้าง?
สิ่งที่บริษัทควรเตรียมก่อน 1 ตุลาคม 2569 มีประมาณนี้ค่ะ
- ตรวจสอบว่าบริษัทเข้าข่ายหรือไม่
นับจำนวนลูกจ้างและตรวจว่ามี PVD หรือระบบสงเคราะห์อื่นที่เข้าเงื่อนไขหรือไม่
- ตรวจรายชื่อพนักงานเป็นรายคน
โดยเฉพาะบริษัทที่มี PVD เพราะต้องแยกว่าใครเป็นสมาชิก PVD และใครไม่ได้เป็นสมาชิก
- ขึ้นทะเบียนกองทุน
กรณีที่อยู่ในเกณฑ์บังคับ ใช้แบบ สกล.3 ส่วนกรณีสมัครใจใช้ สกล.3/1 และเมื่อข้อมูลเปลี่ยนแปลงให้ดำเนินการตามแบบที่กำหนด เช่น สกล.3/2 ค่ะ
- ปรับระบบ Payroll
ต้องสามารถคำนวณเงินสะสม 0.25% และเงินสมทบ 0.25% แยกจากรายการอื่นได้
- เตรียมระบบบัญชี
ควรแยกบัญชีเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้าง รวมถึงรายการค้างจ่าย/นำส่ง เพื่อให้กระทบยอดกับ Payroll และเอกสารนำส่งได้
- เตรียมเอกสารและหลักฐาน
ต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าแต่ละเดือนหักจากลูกจ้างเท่าไร นายจ้างสมทบเท่าไร และนำส่งกองทุนเท่าไร
- นำส่งเงินตามกำหนด
หลักเกณฑ์ที่เผยแพร่โดยภาครัฐกำหนดให้นำส่งเงินสะสม เงินสมทบ และแบบรายการภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการจ่ายค่าจ้าง ค่ะ
ดังนั้น หากเป็นค่าจ้างเดือน ตุลาคม 2569 รอบแรกก็ต้องเตรียมการนำส่งภายใน 15 พฤศจิกายน 2569 ค่ะ
6. ถ้านายจ้างไม่ส่งเงิน หรือส่งไม่ครบ?
เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับฝ่ายบัญชีและเจ้าของกิจการ เพราะกฎหมายไม่ได้มองว่า “ลืมหัก” แล้วจะจบค่ะ
ตามมาตรา 131 หากนายจ้างไม่นำส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบ หรือส่งไม่ครบตามกำหนด จะมี เงินเพิ่ม 5% ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ยังไม่ได้ส่งหรือส่งขาด โดยมีหลักเกณฑ์การนับเศษของเดือนตามกฎหมาย และนายจ้างไม่สามารถอ้างว่าไม่ได้หักเงินจากลูกจ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดในการนำส่งได้ค่ะ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการตั้งค่า Payroll และการกระทบยอดบัญชีทุกเดือนจึงสำคัญมากค่ะ
7. แล้วลูกจ้างจะได้เงินคืนเมื่อไร?
นี่เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิดว่า “ต้องถูกเลิกจ้างถึงจะได้เงิน”
ไม่ใช่ค่ะ
เมื่อสิ้นสุดการจ้างงานตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น
- ลาออก
- ถูกเลิกจ้าง
- เกษียณ
- สิ้นสุดสัญญาจ้าง
- ตกลงเลิกสัญญาจ้าง
ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ เงินสะสมของตนเอง + เงินสมทบของนายจ้าง + ดอกผลตามหลักเกณฑ์ ค่ะ
ข้อมูลล่าสุดจากรัฐบาลระบุว่า เมื่อลูกจ้างสิ้นสุดการจ้าง จะได้รับเงินดังกล่าวเป็นเงินก้อนภายใน 25 วัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ฉันแนะนำให้ใช้เป็นหลักในการสื่อสารกับลูกจ้างค่ะ
8. ถ้าลูกจ้าง “ลาออกเอง” ก็ได้เงิน?
ได้ค่ะ
นี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่ควรสื่อสารให้พนักงานเข้าใจ เพราะกองทุนนี้แตกต่างจากแนวคิด “เงินช่วยเหลือเฉพาะคนถูกเลิกจ้าง”
การลาออกเองไม่ได้ทำให้เงินสะสมของลูกจ้างหายไป และโดยหลักมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลตามเงื่อนไขของกองทุนค่ะ
9. ถ้าลูกจ้างเสียชีวิต เงินไปไหน?
ลูกจ้างสามารถกำหนดบุคคลผู้จะพึงได้รับเงินจากกองทุนในกรณีเสียชีวิตได้ โดยมีแบบหนังสือกำหนดบุคคลผู้จะพึงได้รับเงิน สกล.5 ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดค่ะ
ดังนั้น HR ควรตรวจสอบเรื่องการจัดทำ/เก็บข้อมูลผู้รับเงินให้ครบตั้งแต่ต้น ไม่ควรรอจนเกิดเหตุแล้วค่อยค้นหาเอกสารค่ะ
10. กองทุนนี้เหมือน PVD หรือไม่?
ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวค่ะ
| ประเด็น | กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง | กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ |
|---|---|---|
| ลักษณะ | มีกฎหมายกำหนดให้เข้าตามเงื่อนไข | โดยทั่วไปเป็นระบบสมัครใจของนายจ้าง/ลูกจ้าง |
| จุดประสงค์ | หลักประกันเมื่อออกจากงาน/เสียชีวิต | การออมและสวัสดิการระยะยาว |
| เงินลูกจ้าง | 0.25% ช่วงแรก | ตามข้อบังคับกองทุน |
| เงินนายจ้าง | 0.25% ช่วงแรก | ตามข้อบังคับกองทุน |
| ลาออก | มีสิทธิได้รับเงินตามหลักเกณฑ์ | สิทธิเงินสมทบนายจ้างขึ้นกับข้อบังคับ/vesting |
| บริษัทมี PVD | ต้องตรวจสมาชิกเป็นรายคน | สมาชิก PVD ได้รับสิทธิตามกองทุน |
ดังนั้นคำว่า “บริษัทมี PVD แล้ว ไม่ต้องสนใจกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” เป็นคำพูดที่กว้างเกินไปค่ะ เพราะต้องตรวจว่าลูกจ้างกลุ่มใดเป็นสมาชิก PVD และกลุ่มใดไม่ได้เป็นสมาชิกด้วย
11. สิ่งที่ “เจ้าของกิจการ” ควรคิดตั้งแต่ตอนนี้
เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่ Payroll แต่กระทบ ต้นทุนแรงงานและกระแสเงินสดของบริษัท ด้วยค่ะ
สมมติบริษัทมีลูกจ้าง 20 คน เงินเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท
ช่วงแรกบริษัทจะมีเงินสมทบประมาณ
20,000 × 0.25% × 20 คน = 1,000 บาท/เดือน
หรือประมาณ 12,000 บาท/ปี
แต่หากมีลูกจ้าง 100 คน เงินเดือนเฉลี่ย 30,000 บาท จะเป็น
30,000 × 0.25% × 100 = 7,500 บาท/เดือน
หรือประมาณ 90,000 บาท/ปี
ตัวเลขอาจดูไม่มากเมื่อเทียบกับ Payroll ทั้งหมด แต่สำหรับธุรกิจที่มีพนักงานจำนวนมากหรือมี Margin ต่ำ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ต้องตั้งระบบให้ถูกตั้งแต่ต้น เพราะหากคำนวณผิดหรือนำส่งไม่ครบ จะเกิดภาระเงินเพิ่มตามกฎหมายค่ะ
12. Checklist สำหรับนายจ้างก่อน 1 ต.ค. 2569
ฉันมองว่าหากจะนำเรื่องนี้ไปทำ Content ของ LW Pro Accounting ควรทำเป็น Checklist เพราะลูกค้าสำนักงานบัญชีสามารถหยิบไปตรวจบริษัทตัวเองได้ทันทีค่ะ
มีลูกจ้างกี่คน?
ครบ 10 คนหรือไม่?
บริษัทมี PVD หรือไม่?
พนักงานทุกคนเป็นสมาชิก PVD หรือไม่?
มีพนักงานกลุ่มใดที่ไม่ได้เป็นสมาชิก PVD หรือไม่?
บริษัทมีระบบสงเคราะห์ลูกจ้างที่เข้าเงื่อนไขกฎหมายหรือไม่?
ขึ้นทะเบียนกองทุนแล้วหรือยัง?
เตรียมแบบ สกล.3 แล้วหรือยัง?
ระบบ Payroll รองรับการหัก 0.25% หรือยัง?
ระบบบัญชีแยกเงินสะสมและเงินสมทบแล้วหรือยัง?
เตรียมกระบวนการนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปแล้วหรือยัง?
เตรียมแจ้งพนักงานเรื่องการหักเงินแล้วหรือยัง?
เตรียมระบบตรวจสอบยอดเงินสะสมรายบุคคลแล้วหรือยัง?
